รักษาหวัดไก่ชน คอดัง หลอดลมอักเสบ หวัดหน้าบวม หวัดเรื้อรัง โรคอหิวาตกโรค โรคท้องร่วง โรคทางเดินหายใจหรือโรคทางเดินอาหารทั่วไปที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย
1.ยาชุปเปอร์ไบโอพลัส ใช้กับอาการป่วยที่รุนแรง ไก่อายุ 3-4 เดือนฉีดครั้งละ 0.2-0.5 ซีซี ไก่อายุ 5 เดือนขึ้นไปใช้ 0.5-1 ซีซี ใช้ฉีดวันละ 1 ครั้ง ติดต่อกัน 3-5 วัน และควรใช้คู่กับยาชุปเปอร์นาโนพลัส ในกรณีป่วยรุนแรง
2.ยาชุปเปอร์นาโนพลัส ใช้กับอาการโรคเริ่มแรกหรือไม่รุนแรง ไก่อายุ 2-4 เดือนครั้งละ 1-2 หยด ไก่อายุ 5 เดือนขึ้นไปใช้ 3-4หยด ใช้เช้า-เย็นติดต่อกัน 3-5 วัน
ชุดละ 220 บาทรวมค่าส่งแล้ว ...ควรซื้อติดฟาร์มหรือซุ้มไว้เสมอ
ตองอูบรีดเดอร์ฟาร์ม พัฒนาขึ้นเพื่อเป็นแหล่งข้อมูลสำหรับคนเลี้ยง คนเพาะ คนพัฒนาสายพันธุ์ไก่ชนและไก่พื้นเมืองเพื่อพัฒนาอาชีพหรือเพื่อการอนุรักษ์หรือเพื่อความสวยงามและการพักผ่อนในชีวิตประจำวัน
วันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2563
วันพุธที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2563
การรักษาไก่หลังชน
4.ตอนเช้าให้จับไก่ออกมาทำความสะอาดหน้าตา ทายารักษาแผลในช่วง 2-3 วันแรก งดกระเบื้องบริเวณหัวหรือใบหน้าเด็ดขาดเพราะจะทำให้เกิดปรวด วันแรกๆ ควรใช้นำแข็งประคบบริเวณที่เป็นแผลบวม ประคบเบาๆ อย่าแช่ที่เดียวให้ลูบไล้เบาๆตามลำตัวด้วย
1.กรณีไก่ไม่เจ็บมาก ให้อาหารอ่อนเสริมได้เล็กน้อย ในวันที่ 2 หลังจากชนแล้วนะครับ วันชนเสร็จไม่ควรให้อะไร ใส่น้ำไว้ก็พอ
มือใหม่ส่วนมากยังไม่เข้าใจเทคนิคการดูแลไก่หลังชน ทำให้เสียไก่ตัวดีๆ ไปบ่อยๆ เคล็ดลับสำคัญกรณีการดูแลไก่หลังชนก็คือ
2.กรณีเจ็บมากชนิดหัวตก นอนซุกปีก หรือลุกไม่ขึ้น หัวบวมมาก หรือแผลหลังชัดเจน ควรงดอาหาร 2-3 วันหลังชน ให้เฉพาะน้ำใส่ไว้ก็พอ
3.หลังจากชนเสร็จถ้าเจ็บไม่มากให้กินยาแก้อักเสบ และฉีดยาบำรุง 1-2 วันก็พอ กรณีเจ็บหนักต้องฉีดยาแก้อักเสบและฉีดยาบำรุงประมาณ 3-5 วัน แล้วแต่อาการ
6.กรณีแผลแบบซ้ำใน หรืออักเสบภายในมองเป็นสีเขียวดำ ควรลูบไล้ด้วยเจลเย็นเบา ๆ จะช่วยให้หายเร็วขึ้น มีหลายยี่ห้อเลือกเอา เจลมีสองแบบเจลเย็นกับเจลร้อน กรณีแผลซ้ำในใช้เจลเย็นนะ
7.บริเวณแผลที่ทายารักษาแผล ต้องทาควบคู่กับเจลรักษาแผลด้วย (ไม่ใช่เจลนวดนะเป็นยารักษาแผลที่มีลักษณะเป็นเจล) เพื่อไม่ให้เกิดการตึงของผิวหนัง ไก่จะขัดตัวไม่สบาย หรือแผลจะแห้งกรอบไม่หลุดร่อนง่าย ใครไม่มีเจลก็ปลูกหว่านหางจระเข้ไว้ซักกระถางสองกระถางพอแก้ขัดได้ ประหยัดด้วย
วันนี้ฝากคนเลี้ยงคนเล่นไก่ด้วยคติประจำใจสำคัญของเซียนจริงๆ คือ "อย่าเข้าข้างตนเอง จนลืมรับฟังผู้อื่น" วันนี้พอแค่นี้ขอบคุณครับ
ทำไมพม่าไม่ตีเชิง
เมื่อช่วง 20 ปีก่อนคนเลี้ยงไก่พม่าจะหาจ้องตีไก่เชิงอย่างเดียว ลีลาที่ชอบมาก ๆ คือ ลีลาโยกถอดถอย ลีลาขยายซ้ายขวา ลีลาม้าล่อสั้น หรือม้าล่อสั้นสลับยาว ลีลาจ้องหน้าหงอน ไก่พม่าพวกนี้ใครๆ ก็อยากได้ เพราะตีไก่เชิงดี
กลุ่มที่ 1คือไก่เชิงพนัส(รวมทั้งชลบุรี ระยอง แปดริ้วออกลีลลาใกล้เคียงกัน) ลีลาพวกนี้เน้นเลี้ยวคอบนสองคอ สองปีก
ไก่เชิงสมัยก่อนก็มี 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ที่โด่งดังคือ
กลุ่มที่ 2 คือไก่ตราด (ดังสุดก็ตำบลท่าพริก ส่วนเลี้ยงจริงก็กระจายไปหลายพื้นที่ รวมทั้งจันทบุรีด้วย) ลีลาพสกนี้เน้น มัดปีดแบกดั้ม นิ่งๆ มามีกอดทับสองคอ สรุปคือไก่พนัสจะเน้นบนมากกว่าล่าง ไก่ตราดจะเน้นล่างมากกว่า (ทุกวันนี้แยกยากนะเพราะมันผสมผสานกันมั่วไปหมดแล้ว...สมัยผู้เขียนเป็นหนุ่มเพื่อนมีรถกระบะคันเดียว ใส่หลังคาคอกหมูไปซื้อไก่สองกลุ่มนี้เป็นกลุ่มทีละ5-6 คน..ซื้อมาทีเต็มรถ20-50ตัวทั้งผู้ทั้งเมีย ไปปีละ 2-3รอบ สนุกนะเหมือนไปเที่ยวนอน2-3 วัน กว่าจะหาไก่ได้เพราะไม่มีฟาร์มเหมือนทุกวันนี้)
ในสนามรบช่วง20ปี ถือว่าเป็นความพ่ายแพ้ของไก่เชิงไทยต่อไก่พม่าอย่างราบคาบเรียกว่าด่านทุกด่านถูกตีแตกยับ คงเหลือเหล่าป่าก๋อยซึ่งเปรียบเหมือนบ้านบางระจันที่คอยต่อกลอนกับพม่าอย่างไม่ลดราวาศอก จึงมีคนสนใจนำป่าก๋อยมาพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สายพันธุ์ป่าก๋อยดังๆ จึงถูกขุดขึ้นมาผสมพัฒนาร่วมกับไก่เชิงไทยเดิมผสมอย่างลงตัวกับง่อน วันนี้ลูกผสมสไตล์นี้กำลังแพร่ขยายอย่างรวดเร็วในวงการไก่ชน...ก๋อยง่อน ..ก๋อยตราดง่อน...ก๋อยพนัสง่อน...ฯลฯ แล้วแต่จะตั้งกัน ซึ่งถือว่ามันคือสีสรรของวงการไก่ชนโดยแท้ หลายคนเริ่มทิ้งพม่าไปเพาะเชิงนี่คือปรากฎการณ์ใหม่วงการไก่ชนไทย
พัฒนาการไก่ชนมาถึงวันนี้คือ คนเลี้ยงไก่เชิงเริ่มหาตียาก พม่าแท้ ๆ ไม่อยากตีเชิง ส่วนใหญ่กลัวเสียไก่ไม่ใช่กลัวแพ้เสียทีเดียว เพราะถ้าชนกับเชิงแท้ๆ กัดจริง ๆ แม้ชนะก็ต้องทิ้งไปต่อไม่ได้ นี่คือปัญหาของการเปรียบคู่ตีในอนาคต เพราะแน่นอนว่าไก่เชิงในอนาคตต้องกัดจริงๆ เขาถึง
จะเลี้ยงออกมา (ยกเว้นสนามชมรมยังพอมีไก่เชิงทั่วไปออกมาบ้างแต่ก็ต้องเดาว่าจะกัดไหม แต่สนามใหญ่ฟันธงเลยว่าร้อยละ90 กัดแน่ๆ)
แล้วพม่าเราจะเอายังไง...ทางออกปัจจุบันมีสองทางคือการเพาะพม่าลีลาไว้ตีเชิง กับพม่าต้องเปรียบชนพม่าเท่านั้น....คราวหน้าค่อยมาต่อ2ประเด็นนี้
วันพุธที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2563
รอยไก่กับปัญหาการพัฒนา
ช่วง20 ปี (ประมาณ 2540)ที่ผ่านมาไก่พม่ามามีบทบาท ตัวเล็กสามารถตีตัวใหญ่ได้ ไก่พม่าดีๆ สามารถแบกน้ำหนักตีได้เห็นบ่อยๆ คนก็เริ่มนำไก่พม่าเข้ามาเลี้ยง เป็นลูกผสม ง่อนม่าหรือไทยม่า ทำให้ไก่ชนม่รอยเล็กลงตามต้นแบบไก่พม่า
ไก่พม่าร้อยจริงๆ ที่ผู้เขียนนำมาเลี้ยงช่วงแรก มาจากแม่สายเชียงรายและท่าขี้เหล็กของพม่า เขาหากใส่ตะกร้าสานมา ตัวผู้โตสุดก็ 2.2-2.3 เท่านั้นเอง ส่วนมากจะรอย1.8-2.2กก. ตัวไหนที่โตถึง 2.5 กก.นี่แย่งกันซื้อ ยุคปี 2540-2550 นี่คือยุคที่ไก่พม่าอพยพมายังประเทศไทยมากที่สุดเกิดเครือข่ายค้าไก่พม่าทางภาคเหนือเพื่อส่งไก่ขายยังภาคอื่นๆ ทั่วไทย
ไก่พม่าเมื่อนำมาพัฒนาผสมกับสายอื่น เช่นง่อน ไทย ญี่ปุ่น ไต้หวัน บราชิล ฯลฯ (วันนี้กำลังไปสู่การผสมกับเปรู อินเดีย ปากีฯ อาหรับ ฯลฯ) ก็แตกลูกแตกหลานไปหลายลักษณะ ที่เด่นๆ คือมีขนาดที่โตขึ้น โครงสร้างดีขึ้นมาก
| เพิ่มคำอธิบายภาพ |
ปัจจุบันรอยชนมาตรฐานสนามใหญ่ชนแพง รอยไก่ก็จะอยู่ในช่วง 2.7-3.0 กก. บางตัวอาจมีน้ำหนักถึง3.1-3.2 ก็มีเห็นอยู่แต่ไม่บ่อย ซึ่งแสดงว่าไก่มาตรฐานสำหรับสังคมไก่ชนวันนี้คือรอย2.7-3.0กก. ถ้ารอยต่ำกว่านี้ส่วนมากก็ชมรมหรือบ่อนป่า ถ้าไปสนามใหญ่โอกาสได้แบกน้ำหนักก็มีสูง (ข้อสังเกตยังไม่ปรากฎไก่ชนรอย2.4-2.5กก.ชนระดับเงินแสนเงินล้านบ่อยนักหรือแทบไม่มีเลย)
ดังนั้นการเลี้ยงไก่ให้ได้มาตรฐานสำหรับการเล่นเป็นเรื่องสำคัญ เพราะจะทำให้ไก่ที่เลี้ยงมีราคาดี ถ้าเรามีไก่เก่ง 2.4กก. จะบอกราคาหมื่นราคาแสนก็ขายยาก นี่คือตัวชี้วัดมาตรฐานการเล่นไก่
แต่ก็มีปัญหาว่าไก่พม่ารอยใหญ่ทำให้เก่งมันยาก แต่รอยเล็กทำให้เก่งง่าย นี่ก็เป็นความจริงดังนั้นการพัฒนาจึงต้องเดินต่อไปไม่สิ้นสุด
ผมเคยซื้อแม่พม่าแม่สะเรียงร้อยตัวเล็กๆมาเพาะ ได้ไก่รอยเล็กบินเท้าไม่ติดดิน ทั้งตัวผู้ตัวเมียตีดีมาก แต่ติดที่มันเล็ก พอเอามาผสมง่อน ผสมไต้หวันมันโตขึ้นมันก็ไม่ค่อยบินแบบเดิม...หรือเพาะไก่ลีลาล่อสั้น พอเอามาผสมผ่านสายเลือดมันก็กลายเป็นไก่ท่องหัวให้เขาตี ดังนี้เป็นต้น
เพราะฉะนั้นจึงสรุปจากประสบการณ์ว่าสูตรการพัฒนารอยไก่ให้โตขึ้นโดยคงความเก่งไว้เช่นเดิมนี่ ยังทำไม่ได้แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็จะมีออกมาเก่งบ้างบางตัว ซึ่งก็ถือว่าเป็นเสน่ห์ของการพัฒนาไก่ชนต่อไป ..เพราะทุกคนก็ต่างตั้งความหวังว่าเพาะแล้วจะเก่งทั้งคอก...ซึ่งนี่มันกิเลสล้วนๆ เลยนะ
วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2563
ลักษณะไก่พม่าชนทางยาว
ลักษณะไก่พม่าน่าเลี้ยง
วันนี้จะขอพดถึงเฉพาะลักษณะทางกายภาพนะครับ ไม่เกี่ยวกับด้านคุณภาพหรือฝีมือไก่ เพราะเห็นว่าหลายท่านยังขาดประสบการณ์การเลี้ยงไก่พม่ายังมีคำถามมาเรื่อยๆ
ไก่พม่าที่จะใช้ชนทางยาวและมีอนาคตอันยาวไกลนั้น ควรมีลักษณะสำคัญคือ
1.โครงสร้างรูปร่างดี คือสมส่วน ไม่เตี้ยหรือสูงเกินไป ไก่เตี้ยงจะเสียเปรียบเวลาเปรียบไก่โอกาสเก่งก็ไปไม่นาน ไก่สูงโปร่งจะเลี้ยงยากส่วนมากยืนดินไม่ดีขาอ่อน เลี้ยงให้แข็งแรงยาก ดังนั้นเวลาคัดก็ดูก่อนเลยรูปร่างน่าสนใจไหม

2.ลำคอ กระดูกและผิวหนังดี เมื่อจับดูไก่ควรเป็นไก่กระดูกแข็งๆ ถ้าจับมีแต่เนื้อก็เอาไวเป็นตัวเลือกรองลงไป ผิวหนังส่วนที่มีไม่มีขนหุ้มจะออกแดงและหนา ไก่ผิวขาวผิวเหลืองหนังบางๆ แบบสาว16 ไม่ควรเลือกมาเลี้ยงเพราะส่วนมากอ่อนแอเลี้ยงยาก ไก่กระดูกดีหนังหนาจะเลี้ยงง่ายแข็งแรงดีเหมาะเป็นนักสู้
3.น้ำขนดี ไก่จะเก่งขนต้องมันวาวสวยงาม ขนปีกยาวหนา ไม่กรอบ แบบนี้จะเลี้ยงได้ยาวนาน
4.แข้งขานิ้วเล็บและอุ้งเท้าต้องดี แข้งขาควรเน้นไก่แขังแห้งๆ แข้งเล็กหรือใหญ่ก็ได้ ถ้าแข้งเล็กกลมท้องแข้งนูนยิ่งดี ถ้าท้องแข้งลึกไม่ควรเอามาเลี้ยง เกล็กแข้งควรสวยงามชัดเจนสมส่วน นิ้วควรยาวจับดูจะเกร็งแข็งเล็บแข็ง พวกนิ้วบางๆ แบบสาวงามไม่ควรเลี้ยงจะเป็นไก่อ่อน อุ้งเท้าควรบางไม่ปูด
5.ตาและดวงตาควรกลมเล็กรับกับคิวโก่งสวยงาม ไก่ตาใหญ่ ตาแหก ตากว้าง ไม่ควรเลือกมาเลี้ยง
6.ปากควรเลือกไก่ปากงุ้มพองามไม่ยาวหรือสั้นเกินไป จะเป็นปากที่มั่นคง
อันนี้คือวิธีเลือกไก่ที่สามารถเลี้ยงชนทางยาวได้ถ้าฝีมือดี ไก่พม่าส่วนมากมีปัญหาทางกายภาพในการเลี้ยงชนทางยาว คือมันบอบบางเกินไป เลี้ยงหนักๆ ชนบ่อยๆ จะไม่ดีกรอบง่าย..ดังนั้นเราจึงพบว่าไก่พม่าที่ชนแพงๆ ส่วนมากเป็นไก่โครงสร้างผสมง่อนหรือติดง่อนเกือบทั้งหมด..เวลาเราซื้อลูกหลานมาเพาะฟักส่วนมากเราก็เอามาผสมพม่าโครงสร้างจะเล็กลงแต่ฝีมือใช้ได้ดี แต่กลับหาไก่ที่ชนทางยาวไม่ค่อยได้ เพราะส่วนมากโครงสร้างบอบบางจะกรอบก่อนที่จะได้เดินสายชนทางยาว
อย่างไรก็ตามเมื่อเราตั้งใจทำลูกผสมง่อนก็จะมีปัญหาอีกคือฝีมือมันลดลง นานๆ จะมีทีเด็ดออกมา นี่ก็เป็นข้อจำกัดเช่นกัน ปัญหาเหล่านี้ยังไม่จบไม่สิ้น ยังเป็นปัญหาหลักในการพัฒนาไก่ต่อไปในอนาคต
แต่ถ้าท่านชอบเลี้ยงไก่การรู้จักเลือกเบื้องต้นก็เป็นสิ่งที่ดีที่มีโอกาสประสบความสำเร็จ
วันพุธที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2563
หลักโบราณการคัดไก่เลี้ยงตี คุณสมบัติข้อแรกคืออะไร
หลักโบราณการคัดไก่เลี้ยงตี คุณสมบัติข้อแรกคืออะไร
มือใหม่ส่วนมากมีปัญหาว่าไก่ที่เพาะมาหรือซื้อมาสามารถเลี้ยงตีบ่อนได้หรือไม่ฝีมือระดับไหน มีข้อคิดจากคนโบราณที่สำคัญในการคัดไก่ไปเลี้ยงตีดังนี้คือ
1.ไก่ตีเจ็บ เช่นตีหักไม่ฟื้น ตีนอน ตีเสียเส้น ตีตาบอด ตีหูหัก ตีกระเดือกแตก ตีหัวระเบิด อันนี้ให้เลี้ยงไว้ก่อน บางตัวลีลาอาจโง่ๆ ชนิดที่เรียกว่า หัวลองแข้ง ก็ต้องเลี้ยงไว้ก่อน ดูว่าเมื่อปล้ำหลายครั้งผ่านหลายตัวยังสามารถตีหักตีนอน ตีเจ็บเหมือนเดิมหรือไม่ ถ้ายังเหมือนเดิมมั่นใจได้ว่ามันเก่ง ความสามารถในการเอาตัวรอดมันมีแม้มันจะดูโง่ๆ ในสายตาเรา
ผู้เขียนเคยเลี้ยงไก่โง่ๆ 1 ตัว ลีลาเดินทอดให้เขาตี แต่ถ้าเขาตีจะเอาคืน เป็นไก่โมโห ตีแรงมากๆ ถ้าปล้ำวางไก่ใหม่ๆตีดอกเดียวรู้เรื่อง พอเลี้ยงชนเจอพวกแข็งๆยกแรกต้องไขหัวถ่างตาทุกครั้งเพราะเขายังแรงและเร็วตีไม่ทัน พอยกสองเริ่มช้ามาตีไม่กีทีก็เรียบร้อย (อันนั้ไก่โบราณนะ แต่ไก่ปัจจุบันมันเปลี่ยนไปเร็วคมด้วย )
ยุคนี้คนเล่นพม่าเยอะ การคัดไก่พม่าพื้นฐานเพื่อเลี้ยงชนให้ดูเรื่องตีเจ็บมาก่อนเรื่องอื่น ส่วนมันจะตีเชิงไหนได้บ้าง คนเลี้ยงต้องช่วยมัน
3.ไก่เชิงแบบไก่ไทยมุดมัด อดีตมันคือไก่เก่งราคาแพง เซียนโบราณไม่มีใครไม่เคยเลี้ยงไก่พนัส ไก่ตราด หลงไหลในลีลาที่พริ้วไหว แต่หลายท่านลืมดูลูกตีว่าตีโดนไหม ผลก็คือแพ้ ส่วนท่านที่ดูเป็นคัดเป็นปัจจุบันก็ยังเลี้ยงอยู่ โดยพัฒนาเติมปากไว้เบอร์แข้งเข้าไปก็พอต่อกรกับไก่พม่าได้และกลายเป็นสายทีมาแรงในปัจจุบัน และในอนาคตไก่แบบนี้ก็จะกลับมาเป็นคู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อกับไก่พม่า
สรุปว่าไก่ที่คัดมาเลี้ยงทุกสายพันธุ์คุณสมบัติที่ขาดไม่ได้เลยคือ "ตีเจ็บ" ถ้าตีไม่เจ็บให้ทิ้งได้เลย เมื่อมันตีเจ็บแล้วคุณสมบัติอย่างอื่นค่อยพิจารณาทีหลัง อย่าลืมปรัชาญาการเลี้ยงไก่ชน "คนต้องฉลาดกว่าไก่" อย่าหาไก่เก่งโดยที่คนเลี้ยงไม่พัฒนาตนเองเลยหรือที่เรียกว่าโง่ ความสำเร็จจะไม่เกิด
วันเสาร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2563
10 ลักษณะอัปลักษณ์ของไก่ชน
ดูไก่ให้เป็นเวลาคัดเลือกไก่มาเลี้ยงชนซักตัวเราควรดูให้ละเอียด หลายๆ อย่าง เพื่อให้ได้ไก่ที่ดีเลี้ยงแล้วมีปัญหาน้อยที่สุด ลักษณะไก่ที่ไม่ควรนำมาเลี้ยงชนได้แก่
1.ไก่หลังคล่อมหรือหลังบิดเบี้ยว ไก่พวกนี้มีปัญหาการเติบโตผิดรูปเนื่องจากการขาดสารอาหารหรือการติดเชื้อโรคหรือป่วยเรื้อรังในช่วงยังเล็ก ทำให้อวัยวะภายในและภายนอกเติบโตผิดรูป เมื่อนำมาเลี้ยงชนไก่ส่วนมากจะมีปัญหาความแข็งแรงหรือเลี้ยงขึ้นยาก ไม่ค่อยสมบูรณ์ง่ายๆ แรงปลายไม่ค่อยดี อันนี้ควรหลีกเลี่ยง
2.ไก่อกคด ไก่อกคกส่วนมากเกิดจากพันธุกรรม หรือการขาดสารอาหารหรือการป่วยเรื้อรังในช่วงอายุยังน้อย ไก่ชนที่อกคดส่วนมากแรงปลายไม่ค่อยดีครับ
3.ไก่ขายาว ไก่ที่มีข้อขายาวหรือลักษณะผอมสูงมักจะเป็นเป็นไก่อ่อนแอเลี้ยงยาก เวลาปล้ำวางจะออกลักษณะบินล้มๆ หรือล้มลุกคลุกคลาน ไก่ขาวยาวส่วนมากจะเลี้ยงชนไม่ได้
4.ไก่น้ำขนไม่ดี ขนกรอบหักง่าย ไก่ลักษณะนี้ก็เลี้ยงชนไม่ได้เช่นกัน สาเหตุเกิดจากการใช้พ่อแม่พันธุ์ที่แก่เกินไปผสมกัน หรือเป็นพันธุกรรม จากลักษณะไก่ขนสั้น ขนบางในกลุ่มไก่ไซ่ง่อนจะพบบ่อย ลักษณะที่พบเห็นคือเวลาปล้ำไก่ขนปีกจะหักบ่อยมาก น้ำขนจะแห้งกรอบ ไก่ชนที่ดีปีกต้องหนายาวมันมันวาว
5.ไก่ที่จับไม่สวย เช่นพวกอกหย่อน อกยาน ลำตัวสั้น ไก่พวกนี้จะมีปัญหาการเปรียบชน เพราะคู่ต่อสู้จะมองว่าตัวใหญ่จึงเป็นไก่หาคู่ชนยาก ลักษณะอกหย่อนนี้เป็นลักษณะที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมด้วยหากเพาะผสมต้องหาตัวเมียที่ีลักษณะจับยาวๆ มาผสมรุ่นลูกหลานจะได้จับสวยกลมยิ่งขึ้น (ข้อดีไก่อกหย่อนส่วนมากจะแข็งแรง ไก่ที่มีลักณะอกหย่อนนิดๆ จะแข็งแรงง่ายเวลาเลี้ยง ดังนั้นถ้าเจอไก่อกหย่อนๆ นิดๆ ตัวยาวๆ ก็อย่าทิ้งเสียหละ อันั้นมีดีอยู่ครับ)
6.ไก่อุ้งใหญ่หรืออุ้งปูดๆ อันนั้นก็ไม่ควรนำมาเลี้ยงเพราะเสี่ยงต่ออาการข้อบวมและเป็นหน่อ ถ้าเจอไก่หนุ่มอุ้งปูดๆ ถ้าชอบ ให้ดูประวัติพ่อแม่พันธุ์ด้วยว่ามีสายเป็นหน่อหรือไม่ เวลาเอามาเลี้ยงจะได้ระวังป้องกัน
7.ไก่นิ้วเล็กบาง และไก่นิ้วใหญ่สั้น ไก่นิ้วเล็กบางแบบนิ้วผู้หญิงส่วนมากจะอ่อนแอเลี้ยงยาก ไก่นิ้วใหญ่สั้นส่วนมากจะบินขึ้นลงเวลาชนโดยรับน้ำหนักที่อุ้ง จะเกิดปัญหาอุ้งบวมง่าย ไก่ที่ดีนิ้วต้องยาวแข็งแรงจับดูจะแข็งเวลาโดนจับจะกึงนิ้วตอบรับการจับของคน ไก่ที่จับนิ้วยกขึ้นง่ายๆ ไม่กึงนิ้วส่วนมากบินขึ้นลงโดยใช้อุ้งเท้ารับน้ำหนัก ส่วนไก่ที่กึงนิ้วเวลาบินขึ้นลงจะใช้นิ้วรับน้ำหนัก..(เหมือนนักวิ่งที่ดีต้องวิ่งด้วยปลายเท้าน้ำหนักลงที่นิ้วเท้าไม่ให้น้ำหนักลงที่อุ้งเท้า)
8.ไก่ตากว้าง หรือตาแหก คิ้วลิง ส่วนมากห้ามเลี้ยงเพราะโอกาสเสียง่ายและส่วนมากใจเสาะ
9.ไก่ปากสั้นหรือปากยาวเกินไป อันนั้นก็ห้ามเลี้ยง ไก่ปากสั้นงุ้มเหมือนปากนกแก้ว ส่วนมากเป็นไก่ปากแก้วช้าไม่ทันการ ส่วนไก่ปากยาวแหลมเหมือนปากอีกา ก็จะเป็นไก่เสียปากง่าย เลี้ยงแล้วจะมีปัญหาให้ลำคาญใจบ่อยๆ
10.ไก่ตอกราม คือไม่มีตอ ไก่พวกนี้เวลาชนจะเสียเปรียบเรื่องตอ คนจึงไม่นิยม แต่ในความเป็นจริงไก่ตอกรามส่วนมากตีเจ็บตีแม่น ถ้าตัวใดมีตอกรามเกิดหลายตอเวลาไก่มีอายุขนสองขึ้นไปตอกรามจะยาวออกคล้ายเดือยหลายเดือย กลับกลายเป็นลักษณะเด่นส่วนมากตีเจ็บดีนัก แต่ถ้าตอไม่เกิดเลยการชนก็พื้นๆ ไม่โดดเด่นมากก็ไม่ควรเลี้ยงครับ
คงเอาแค่นี้ก่อน 10 ลักษณะอัปลักษณ์ของไก่ชนที่ไม่ควรเอามาเลี้ยง (แต่ถ้ามันเก่งจริงๆ ก็เลี้ยงไว้เถอะค่อยๆ พัฒนาเอาครับ) ที่เขียนมาคือตำราคนเลี้ยงไก่โบราณ วันนี้ยุคสมัยเปลี่ยนอะไรก็เปลี่ยนไป บางอย่างก็ปรับเอาครับ แต่นี่คือแนวทางที่ไม่ควรมองข้ามเพื่อคัดเลือกไก่ตัวรักมาเลี้ยงซักตัวครับ

1.ไก่หลังคล่อมหรือหลังบิดเบี้ยว ไก่พวกนี้มีปัญหาการเติบโตผิดรูปเนื่องจากการขาดสารอาหารหรือการติดเชื้อโรคหรือป่วยเรื้อรังในช่วงยังเล็ก ทำให้อวัยวะภายในและภายนอกเติบโตผิดรูป เมื่อนำมาเลี้ยงชนไก่ส่วนมากจะมีปัญหาความแข็งแรงหรือเลี้ยงขึ้นยาก ไม่ค่อยสมบูรณ์ง่ายๆ แรงปลายไม่ค่อยดี อันนี้ควรหลีกเลี่ยง
2.ไก่อกคด ไก่อกคกส่วนมากเกิดจากพันธุกรรม หรือการขาดสารอาหารหรือการป่วยเรื้อรังในช่วงอายุยังน้อย ไก่ชนที่อกคดส่วนมากแรงปลายไม่ค่อยดีครับ

3.ไก่ขายาว ไก่ที่มีข้อขายาวหรือลักษณะผอมสูงมักจะเป็นเป็นไก่อ่อนแอเลี้ยงยาก เวลาปล้ำวางจะออกลักษณะบินล้มๆ หรือล้มลุกคลุกคลาน ไก่ขาวยาวส่วนมากจะเลี้ยงชนไม่ได้
4.ไก่น้ำขนไม่ดี ขนกรอบหักง่าย ไก่ลักษณะนี้ก็เลี้ยงชนไม่ได้เช่นกัน สาเหตุเกิดจากการใช้พ่อแม่พันธุ์ที่แก่เกินไปผสมกัน หรือเป็นพันธุกรรม จากลักษณะไก่ขนสั้น ขนบางในกลุ่มไก่ไซ่ง่อนจะพบบ่อย ลักษณะที่พบเห็นคือเวลาปล้ำไก่ขนปีกจะหักบ่อยมาก น้ำขนจะแห้งกรอบ ไก่ชนที่ดีปีกต้องหนายาวมันมันวาว
5.ไก่ที่จับไม่สวย เช่นพวกอกหย่อน อกยาน ลำตัวสั้น ไก่พวกนี้จะมีปัญหาการเปรียบชน เพราะคู่ต่อสู้จะมองว่าตัวใหญ่จึงเป็นไก่หาคู่ชนยาก ลักษณะอกหย่อนนี้เป็นลักษณะที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมด้วยหากเพาะผสมต้องหาตัวเมียที่ีลักษณะจับยาวๆ มาผสมรุ่นลูกหลานจะได้จับสวยกลมยิ่งขึ้น (ข้อดีไก่อกหย่อนส่วนมากจะแข็งแรง ไก่ที่มีลักณะอกหย่อนนิดๆ จะแข็งแรงง่ายเวลาเลี้ยง ดังนั้นถ้าเจอไก่อกหย่อนๆ นิดๆ ตัวยาวๆ ก็อย่าทิ้งเสียหละ อันั้นมีดีอยู่ครับ)

6.ไก่อุ้งใหญ่หรืออุ้งปูดๆ อันนั้นก็ไม่ควรนำมาเลี้ยงเพราะเสี่ยงต่ออาการข้อบวมและเป็นหน่อ ถ้าเจอไก่หนุ่มอุ้งปูดๆ ถ้าชอบ ให้ดูประวัติพ่อแม่พันธุ์ด้วยว่ามีสายเป็นหน่อหรือไม่ เวลาเอามาเลี้ยงจะได้ระวังป้องกัน
7.ไก่นิ้วเล็กบาง และไก่นิ้วใหญ่สั้น ไก่นิ้วเล็กบางแบบนิ้วผู้หญิงส่วนมากจะอ่อนแอเลี้ยงยาก ไก่นิ้วใหญ่สั้นส่วนมากจะบินขึ้นลงเวลาชนโดยรับน้ำหนักที่อุ้ง จะเกิดปัญหาอุ้งบวมง่าย ไก่ที่ดีนิ้วต้องยาวแข็งแรงจับดูจะแข็งเวลาโดนจับจะกึงนิ้วตอบรับการจับของคน ไก่ที่จับนิ้วยกขึ้นง่ายๆ ไม่กึงนิ้วส่วนมากบินขึ้นลงโดยใช้อุ้งเท้ารับน้ำหนัก ส่วนไก่ที่กึงนิ้วเวลาบินขึ้นลงจะใช้นิ้วรับน้ำหนัก..(เหมือนนักวิ่งที่ดีต้องวิ่งด้วยปลายเท้าน้ำหนักลงที่นิ้วเท้าไม่ให้น้ำหนักลงที่อุ้งเท้า)
8.ไก่ตากว้าง หรือตาแหก คิ้วลิง ส่วนมากห้ามเลี้ยงเพราะโอกาสเสียง่ายและส่วนมากใจเสาะ
9.ไก่ปากสั้นหรือปากยาวเกินไป อันนั้นก็ห้ามเลี้ยง ไก่ปากสั้นงุ้มเหมือนปากนกแก้ว ส่วนมากเป็นไก่ปากแก้วช้าไม่ทันการ ส่วนไก่ปากยาวแหลมเหมือนปากอีกา ก็จะเป็นไก่เสียปากง่าย เลี้ยงแล้วจะมีปัญหาให้ลำคาญใจบ่อยๆ
10.ไก่ตอกราม คือไม่มีตอ ไก่พวกนี้เวลาชนจะเสียเปรียบเรื่องตอ คนจึงไม่นิยม แต่ในความเป็นจริงไก่ตอกรามส่วนมากตีเจ็บตีแม่น ถ้าตัวใดมีตอกรามเกิดหลายตอเวลาไก่มีอายุขนสองขึ้นไปตอกรามจะยาวออกคล้ายเดือยหลายเดือย กลับกลายเป็นลักษณะเด่นส่วนมากตีเจ็บดีนัก แต่ถ้าตอไม่เกิดเลยการชนก็พื้นๆ ไม่โดดเด่นมากก็ไม่ควรเลี้ยงครับ
คงเอาแค่นี้ก่อน 10 ลักษณะอัปลักษณ์ของไก่ชนที่ไม่ควรเอามาเลี้ยง (แต่ถ้ามันเก่งจริงๆ ก็เลี้ยงไว้เถอะค่อยๆ พัฒนาเอาครับ) ที่เขียนมาคือตำราคนเลี้ยงไก่โบราณ วันนี้ยุคสมัยเปลี่ยนอะไรก็เปลี่ยนไป บางอย่างก็ปรับเอาครับ แต่นี่คือแนวทางที่ไม่ควรมองข้ามเพื่อคัดเลือกไก่ตัวรักมาเลี้ยงซักตัวครับ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
เข้าใจไก่ไข่ของคุณดีหรือยัง
-
หยกคีรี ไก่ชนม่าง่อนที่สร้างชื่อเสียงโด่งดังทั่วประเทศในช่วง2-3ปีที่ผ่านมา ด้วยผลงานการชนไฟท์ล่าสุดที่ 33 ล้านบาท นี่คือที่มาของช...
-
การพัฒนาพันธุ์สัตว์มีแนวทางการผสมที่สำคัญสองแนวทางใหญ่ ๆ คือ 1.การผสมแบบinbreeding คือการผสมพันธุ์สัตว์ที่คู่ผสมพันธุ์มีความสัมพันธ์ทา...
-
กำเนิดไก่ชนเหล่าสวนมะนาวถือว่าเป็นพัฒนาการไก่ชนบ้านเราที่มีความสำคัญถึงยุคปัจจุบัน เพราะไก่ชนที่ด่งดังที่สุดในช่วง2-3 ปีที่ผ่านมา (จะได้เขี...





